Counter

Sunday, February 12, 2012

Curry Story 2 ~ ยูเมะมิยะ

หลังจากรีวิวร้านแรกไปแล้ว บัดนี้ก็ได้ฤกษ์รีวิวร้านที่สองต่อแล้วนะฮ้าบบบบ :D

ร้านนี้ดู แว๊บๆ จะไม่คิดว่าแกงกระหรี่มันจะอร่อย... แต่ผมไม่สนเท่าไหร่ คนมันชอบลองของ 555

ร้าน ยูเมะมิยะ อยู่ชั้น 6 เซ็นทรัลเวิลด์ โซนอิเซตันครับผม ...

อยู่ติดกับร้าน ซาโบเตน (ร้านนี้แกงก็อร่อย เดี๋ยวจะมาพูดถึงคราวหน้า :P)

ร้านจะเป็นแนวๆ เรียบๆ ดูหรูๆนิดๆ ครับ

ชื่อร้านจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่จะมีซับไทยตัวเล็กๆ ไม่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษครับ 

ผมไม่มีรูปหน้าร้านให้ดูนะครับ พอวันนั้นหิวเลยลืมถ่ายหน้าร้านมาให้ดู 

รู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมกับสั่งอาหารไปเรียบร้อยแล้วอ่ะ แหะๆ

เอาอันนี้ไปแทนละกัน ผ้าซับหน้าครับ ตามสไตล์ร้านญี่ปุ่นแท้ๆ


อันนี้เมนูนะครับ..



ส่วนใหญ่จะเป็นสปาเก็ตตี้แบบญี่ปุ่นๆ 

เคยลองไปครั้งสองครั้ง รสชาติเเบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น (คือไม่ค่อยมีรสชาตินั่นเอง 555)


สามารถเพิ่มเป็นเซ็ทได้ครับ โดยจะได้ของกินเล่นกับเครื่องดื่มอีกที่นึง

 เเต่ผมไม่สนใจของกินเล่นครับ สนเเค่อันนี้

เเถ่น แท๊นนนนน

แกงกระหรี่หมูทอดจร้าาาาาาา


เสิร์ฟพร้อมกับผักดอง (ผมว่าผักดองเเบบที่เป็นสีแดงอร่อยสุดละ)

หมูทอดร้อนๆ กรอบๆ เนื้อแน่นๆเเซมมันนิดๆ <3 

มาดูกันใกล้ๆ ฮะ



รสชาติอร่อยเลยทีเดียว แกงกระหรี่รสชาติเข้มข้นดีแต่อาจจะหนักเค็มไปนิดครับ

ราคาก็น่ารัก น่าชัง อยู่ที่ระดับ 100 ปลายๆ ถึง 200ต้นๆ ครับผม

ส่วนของผมแกงกรี่หมูทอดนั้น 220 บาทนะฮ้าบ

สรุปๆๆๆ 

อร่อยครับ เป็นร้านที่ผมชอบอันดับต้นๆ 

นอกจากจะรสชาติอร่อยเเล้ว เหมือนคนจะไม่ค่อยรู้จักร้านนี้ 

เพราะงั้นปกติมาถึงจะมีโต๊ะเลยครับ ^^

ในขณะที่ ซาโบเตน คนต่อคิวกันเป็นกิโลๆ

ผมให้ร้านนี้เป็นร้านต้นๆในดวงใจผมเลยนะ :P

กลับมากินอีกมั๊ย?

Verdict: จัดไปครับ อร่อยและราคาไม่เเพงจนเกินไป

แต่จานไม่ได้ใหญ่มาก ถ้าหิวโซมาอาจจะต้องมีเบิ้ล >0<




Friday, February 3, 2012

Curry Story 1 ~ Tokyo Ka-Rei

ด้วยความที่ชอบแกงกระหรี่เป็นชิวิตจิตใจ 


เวลาเดินไปไหนเเล้วเจอร้านอาหารญี่ปุ่นที่ขายแกงกระหนี่ทีไร เป็นต้องหวั่นไหว แอบเข้าไปลองทุกที...

แม้ว่าร้านนั้นจะไม่ได้โด่งดังเรื่องแกงกระหรี่เลยก็ตาม!!! 555+

และเมื่ออาทิตย์ก่อนก็ได้มีโอกาสไปกินที่ร้านนึง ที่จามจุรีสแควร์ มาครับ


วันนี้เลยจะมาทำรีวิวกันซะหน่อย

ร้านชื่อว่า "Tokyo Ka-Rei" 

ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าจะอยู่ชั้นสามนะครับ ร้านหาง่ายครับ

ผมเชื่อว่าต่อให้เดินมั่วๆ ยังไงก็เจอ เพราะมันอยู่ตรงบันไดเลื่อนเลย :)


วันนั้นที่ไปเป็นวันอาทิตย์ครับ แต่มันบ่ายสามกว่าเเล้วคนเลยไม่เยอะ 

ผมเลยต้องลองซะหน่อยว่าร้านนี้แกงกระหรี่รสชาติจะดูเจ๋งเหมือนตัวร้านรึเปล่า

เท่าที่สังเกตุเหมือนร้านนี้จะพยายามทำเลียนเเบบ CoCo 

เพราะมีให้เลือกทั้ง Topping เพิ่มเติม แล้วก็ ยังเลือกความเผ็ดได้ด้วย

( แต่ถ้าจำไม่ผิด ไม่มีเพิ่มข้าวลดข้าวนะครับ : s )

ผมแอบตะหงิดๆ นิดหน่อยที่เราต้องจ่ายเงินเพิ่มถ้าเราต้องการเพิ่มความเผ็ด

เนื่องจากผมไม่ชอบกินเผ็ดมาก เลยจัดไปแค่เผ็ด 2 ( แค่ 3 บาท ร้านมันก็ยังจะเก็บ เน๊อะ!  -___-"" )


มีน้ำเป็นยี่ห้อร้าน ตามสไตล์ร้านญี่ปุ่นสัญชาติไทย


หลังจากสั่งไปแว๊บนึง อาหารก็มาครับ แกงกะหรี่ผักรวม

หน้าตาดูดีครับ ผมให้ผ่าน : D



แต่น แต๊นนนนน ~  น่ากินทีเดียวเชียว

อันนี้ซูมให้ดูใกล้ๆนะครับ 

รูปทั้งหมดนี่ผมใช้มือถือถ่ายนะครับ


 งั่มๆ อืมมมมมมม..............

รสชาติ พอใช้ได้ ไม่ได้ถึงกะเเหล่มมากมาย

เผ็ดเเบบ เหมือนเราเหยาะพริกป่นเพิ่มเอง 


เผ็ด 2 ของร้านนี้ก็พอๆกับ เผ็ด 2 ของ Co-Co

(มิน่าร้านมันถึงคิดตังค์เราเพิ่ม 3 บาท เอาไปเป็นค่าพริกบ่นโรยหน้านี่เอง)

ข้าวไม่ได้แบบ เหนียวๆ หนุบหนับๆ ขนาดนั้นแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดเป็นข้าวสวยเมืองไทยธรรมดา

ผมแอบไม่ชอบตรงมันฝรั่งครับ... มันจืด เหมือนต้มมาในน้ำเปล่าเฉยๆเลยอ่ะ

กัดไปเหมือนกินมันฝรั่งต้มในเเกงจืดทั่วๆไป

สรุปๆๆๆ 

ร้านนี้ถ้าไม่คิดไรมาก ก็พอประทังความหิว และความอยากแกงกระหรี่ได้

ราคาไม่ถูก ไม่แพง จานละร้อยปลายๆครับ

กลับมากินอีกมั๊ย?

Verdict: เอ่อ... ถ้ามีตัวเลือกหลายๆอัน ก็คงจะขออนุญาติเลือกร้านอื่นอ่าครับ






Wednesday, January 18, 2012

10 อย่างที่ควรรู้ก่อนเตรียมตัวสมัคร MBA ภาค 2

ต่อจากตอน entry ที่เเล้วเรื่องการเตรียมตัวสมัคร MBA (ที่ USA นะฮะ)

มาต่อกันเล๊ย ~




6) จงเป็นแฟนพันธ์แท้ของมหาลัยนั้น

คอยเช็คว่ามหาลัยที่เราสนใจมีจัด event ที่ไหนยังไงบ้าง? ถ้าไม่ติดธุระจริงๆ ไปเถอะครับ
ต่อให้เราไปเเบบ blankๆ ผมเชื่อว่า at the end of the day ยังไงก็มีประโยชน์แน่นอน ฟันธง!
เวลาเราคุยกับ alumni หรือ admission officer ก็อย่าลืมถามชื่อกับขอ email ไว้ด้วย
เผื่อเวลามีข้อสงสัยจะได้ติดต่อได้ ส่วนชื่อเราก็สามารถเอาไปเป็นหลักฐานว่าเราสนใจมหาลัยนี้จริงๆ โดยการมาพูดคุยโดยตรงกับ alumni 
พยายามหาข้อมูลหลายๆอย่าง ทั้งชีวิตการเรียน สไตล์ของนักเรียน เมืองเป็นยังไง อากาศ การเดินทาง etc.... 
มันเป็นการบ่งบอกว่าเราสนใจจะไปอยู่/เรียนที่มหาลัยนั้นๆจริงๆ



7) เข้าเวปมหาลัยให้บ่อยเท่าที่คุณเข้า Facebook

ว่างๆไม่มีอะไรทำก็เข้าไปเลยครับ พยายามศึกษาเกี่ยวกับมหาลัยนั้นไว้
เช่นหลักสูตรเค้ามี course อะไรพิเศษกว่าชาวบ้านบ้าง มี workshop เจ๋งๆมั๊ย มีโครงการแลกเปลี่ยนรึเปล่า etc.
ถ้าจะให้เจ๋งเป้งกว่านั้นก็ดูเลยครับว่าเราสนใจคอร์สไหน อาจารย์คนไหนที่ดังๆ
พวกมีจะมีประโยชน์ในการตอบคำถาม "ทำไมคุณถึงสนใจมหาลัย XXX" ซึ่ง 99.9% คุณเจอคำถามนี้เเน่ครับ คอนเฟิร์ม!!



8) หลายใจหน่อย

อันนี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องเเฟนนะครับ ผมหมายถึงเวลาเราสมัครก็ให้สมัครหลายๆมหาลัยหน่อย
MBA topๆ โอกาสเข้าอยู่ราว +/-10 % น้อยนะครับ เอาให้ชัวร์หน่อย สมัครหลายๆที่โลด
การสมัครส่วนใหญ่เค้าจะเเบ่งเป็น 3 รอบ ให้สมัครเฉพาะ round 1 ไม่ก็ 2 เท่านั้นนะครับ
round 3 อย่าสมัครเลย โอกาสน้อยสุดๆครับ หรือถ้าอยากลองก็เอามหาลัยที่เราอยากไปเป็นอันดับท้ายๆอ่ะครับ
แนะนำอีกอย่างครับ สมมุติว่าผมอยากเข้า มหาลัย A กับมหาลัย B แต่ถ้าเลือกได้ผมอยากเข้า A มากที่สุด
เวลาสมัครให้สมัคร B ที่ round 1 ส่วน A ใน round 2
เหตุผลนอกจากเรื่องของเวลาเตรียมตัวที่มีมากกว่าแล้ว เราจะเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากตอนสมัคร round 1 ด้วย
อันเจอมาตรงๆกะตัวเลย ตอนทำ application อันเเรกงงมาก แก้ไปแก้มาจนงง



9) Timeline สำคั๊ญ สำคัญ

เนื่องจากหลายๆคนก็ต้องทำงานไป เตรียม application ไป ไหนจะต้องมาคอยจัดการเรื่อง recommendation letter อีก
เขียน timeline เเปะไว้ที่ข้างฝาเลยครับ ว่าเราจะทำอันไหน ตอนไหน เเละจะเสร็จเมื่อไหร่
ผมเกือบซวยมาเเล้วครับ มันเเต่ทำงานยุ่งๆ เกือบเลยวัน submit application
ทำไว้เเล้วมีประโยชน์มากครับ จะได้เช็กไปในตัวด้วยว่าเรา เร็วหรือช้ากว่ากำหนดยังไง เผื่อต้องมานั้งปั่นโต้รุ่งเเบบผม



10) Goal !!! คัดมาให้ชัดๆ เน้นๆ

ข้อนี้สำคัญสุด และจริงๆควรจะทำเป็นอย่างเเรก
(อ้าวแล้วไมผมมาใส่เป็นข้อสุดท้ายหล่ะเนี้ย (-_-"")
สุดท้ายการไปเรียน MBA ควรจะเป็นการไปเรียนเพื่อทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายทางการงานของเราได้
ถ้าเเค่บอกว่าอยากได้ตำแหน่งสูงๆ เงินเดือนเยอะๆ อันนี้ไม่นับนะครับ
มันต้อง specific กว่านี้ เช่นผมต้องการพัฒนา skill 1, 2, 3 เผื่อมาทำธุรกิจนี้ 
หรือในการที่ผมจะไปถึงตำแหน่งนั้นๆในบริษัท ผมจำเป็นต้องมี skill A,B,C ซึ่งผมยังไม่มีจึงต้องการมาฝึกปรือโดยการมาเรียน MBA
ถ้าคิดในใจว่า ตูทำงานไปวันๆจะรู้ได้ไงฟระว่าสุดท้ายตูจะอยากทำตำแหน่งอะไร? ไม่เป็นไรครับ
อันนี้คือ goal เพื่อการสมัคร ไม่ต้องไปสนหรอกว่าอีกสิบปีเราจะทำอย่างที่เราบอกไว้จริงๆหรือไม่
ให้เลือก goal ที่มันสอดคล้องกับประสบการณ์ที่ผ่านๆมาของเราอ่ะครับ เช่นผมทำการเงินมาเเละอยากจะโตไปเป็น CFO ของบริษัทโน้นนี่ 
หรือผมทำงานอยู่ในอุตสหกรรมโน่น นี้ แล้วผมมองเห็นช่องทางใหม่ แต่ผมยังไม่ขาดความสมามารถบางอย่าง เป็นต้นครับ 


ครบแล้ว 10 ข้อ เย้!! \(^0^)/ นึกไม่ถึงว่าจะทำได้

จริงๆก่อนเขียนผมยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองมีถึง 10 ข้อรึเปล่า

แต่ 10 มันเลขสวยดี เลย จัดไป 10 ข้อ

สุดท้ายก็อยากบอกว่า ณ ตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมเเห้ว หรือว่า ชวด เอ๊ย!ไม่ใช่! เเห้วหรือว่าสมหวัง

(อ้าว แล้วจะเชื่อคำแนะนำมันดีมั๊ยเนี้ย)

อย่างที่บอกไปแต่แรก 10 ข้อนี้ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้สมัครติดแน่นอน ล้าน%

แต่มันคือสิ่งที่ผมอยากให้มีคนมาบอกผม ก่อนที่ผมจะเริ่มสมัครเรียน

หวังว่ามันคงจะมีประโยชน์กับหลายๆคนนะครับ (- /|\ -) สวัสดีครับ

Tuesday, January 17, 2012

10 อย่างที่ควรรู้ก่อนเตรียมตัวสมัคร MBA

เคยมั๊ยที่รู้สึกว่า "รู้งี้ ........... ดีกว่า" หรือ "ตอนนั้นเราน่าจะ ........"

เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเจออาการแบบนี้

ยาวมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ผมรู้คิดแบบนี้บ่อยมากกกกก

ปีนี้ผม สมัคร MBA ครับ... อยากไปต่อที่อเมริกา

วุ่นวายมากกกกก แถมเหนื่อยมากกกกกกกกกกก (ขอลากยาวๆ)

ทำหลายๆอย่างเสร็จเอาวินาทีสุดท้ายก่อนถึง เดดไลน์

จนหลายๆทีก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าผมรู้สิ่ง tips เหล่านี้นะ การสมัครเรียนต่อคงไม่เหนื่อยขนาดนี้

Blog นี้เลยอยากมาพูดถึงเรื่องการเตรียมตัวสมัครเรียนต่อ MBA (โดยเฉพาะอเมริกา)

สรุปสั้นๆ ออกมาเป็น 10 ข้อครับ ~




1) เผื่อเวลาไว้เยอะๆ

MBA ไม่เหมือนการสอบในมหาลัยนะครับ ที่สามารถปั่นเอาวันสองวันก่อนสอบได้
ตั้งเเต่วันที่หนึ่งที่คิดว่าจะสมัคร MBA  เผื่อไว้เลยครับ 1 ปี
(คนอื่นอาจจะคิดว่าเยอะ แต่สำหรับผม ถ้าผมรู้ว่ามันจะเหนื่อยขนาดนี้ผมจะเผื่อเวลาไว้ 1 ปีจริงๆครับ)



2) GMAT ไม่ง่ายนะครับ

ปกติสมัคร MBA เราก็ต้องมีคะแนน TOEFL กับ GMAT ในการสมัคร
ถ้าใครเคยสอบ TOEFL แล้วคิดว่ามันยาก ผมอยากบอกว่า GMAT ยากกว่าประมาณล้านเท่า
ถ้าไม่เทพจริงๆ เผื่อเวลาให้ตัวเองสอบซักสองครั้งเถอะครับ ของผมสอบสองครั้ง + ไปเรียนติว กว่าจะได้คะเเนนที่พอไปวัดไปวาไหว
ควรเผื่อเวลาสำหรับจัดการเรื่องสอบ + สอบใหม่จนได้คะเเนนที่ดีพอ ซัก 6 เดือนครับ
* คะแนน GMAT ต่อให้เราสอบใหม่ ใน score report ก็ยังโชว์คะแนนครั้งเก่าๆของเราอยู่นะครับ



3) เวลาทำงาน หัดจนไว้ว่าเราทำอะไรไปมั่ง

แทบจะทุกคนที่ไปต่อ MBA จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงาน และก่อนที่มหาลัยเค้าตัดสินใจว่าจะรับคุณดีมั๊ย
เค้าก็อยากจะรู้ว่าคุณทำอะไรมาบ้าง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานปัจจุบันแค่ไหน
โดยคุณก็มักจะต้องเขียนเรื่องพวกนี้ลงไปใน essays
เพราะงั้นถ้าตอนที่เราทำงานอยู่เเล้วไม่ได้จดบันทึกเรื่องพวกนี้ไว้ เสียเวลาระลึกชาตินานมากครับ

4) เเบ่งเวลาทำกิจกรรมเพื่อสังคมไว้ด้วยนะครับ

อีกเหตุผลนึงที่ผมบอกให้เผื่อเวลาไว้ปีนึง ก็เพื่อที่จะเอาเวลาไปทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมครับ
เช่น อ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง สร้างห้องสมุดให้เด็กนักเรียน หรืออะไรก็ได้ที่เราสามารถทำได้
เพราะ Business School เค้าไม่ได้อยากได้เเค่คนที่เก่งอย่างเดียว
เค้าต้องการดูด้วยว่าคุณทำอะไรเผื่อสังคมบ้างรึเปล่า เพราะฉะนั้น เรื่องพวกนี้สำคัญพอๆกับการมีคะแนนดีๆเลยนะครับ



5) ว่างเมื่อไหร่ เขียน resume ก่อนเลยครับ

Resume หรือ CV ไม่ได้ใช้เฉพาะตอนสมัครงาน แต่สมัครเรียนต่อก็ต้องใช้เช่นกันครับ
ไม่ต้องรอจนใกล้สมัครแล้วค่อยเขียน
เราอาจจะ draft คร่าวๆไว้ก่อนเลย พอใกล้ๆสมัคร เราจะได้เน้นไปที่ essay / letter of recommendation 





ชักจะยาวละ ขอลงไว้ 5 ข้อก่อน entry หน้าจะมาต่อให้จบครับ ;)


Monday, January 16, 2012

ว่าด้วยเรื่องของขนมจีน

Ka-Nhom-Jeen Story

Rice Vermicelli (อังกฤษ) = ขนมเส้น (เหนือ) = ข้าวปุ้น (อีสาน) = โหน้มจีน(ใต้)

ขนมจีน เป็นอาหารคาวของไทยและถึงจะมีคำว่า "จีน" อยู่ในชื่อแต่ก็ไม่ได้เป็นอาหารจีนแต่อย่างใดนะครับ

entry นี้ไม่ได้ต้องการจะสื่ออะไรเป็นพิเศษเลยครับ

เเค่อยากโพสไว้ เป็น FYI กะคนที่ผ่านมาผ่านไปเฉยๆ :)

Sunday, January 15, 2012

วันแรกของ Blog

ถึงเเม้วันๆ กิจกรรมหลักๆ ก็คือ ตื่น ทำงาน กิน นอน

อาจดูจำเจ เเต่มันก็มีอะไรเเปลกๆ & น่าสนใจเข้ามาทักทายบ้างเหมือนกัน 

เพราะงั้นก็เลยอยากเอามาแบ่งปันกันครับ

ณ พื้นที่เล็กๆตรงนี้  :)

Officially begin my blogging life~


16 Jan 2011


ปิดท้ายด้วยรูปรองเท้าบอลในฝันครับ เคยได้มาครอบครองครั้งหนึ่ง


เเต่(ไซส์)เข้ากันไม่ได้ เลยต้องจากกัน 


Puma V1.11


ถึงได้อยู่ด้วยกันแค่แป๊ปเดียวแต่ผมเชื่อว่ามันคือรองเท้าบอลสายสปีดที่น่ามีไว้ในครอบครองมากที่สุด ณ ตอนนี้