Counter

Wednesday, January 18, 2012

10 อย่างที่ควรรู้ก่อนเตรียมตัวสมัคร MBA ภาค 2

ต่อจากตอน entry ที่เเล้วเรื่องการเตรียมตัวสมัคร MBA (ที่ USA นะฮะ)

มาต่อกันเล๊ย ~




6) จงเป็นแฟนพันธ์แท้ของมหาลัยนั้น

คอยเช็คว่ามหาลัยที่เราสนใจมีจัด event ที่ไหนยังไงบ้าง? ถ้าไม่ติดธุระจริงๆ ไปเถอะครับ
ต่อให้เราไปเเบบ blankๆ ผมเชื่อว่า at the end of the day ยังไงก็มีประโยชน์แน่นอน ฟันธง!
เวลาเราคุยกับ alumni หรือ admission officer ก็อย่าลืมถามชื่อกับขอ email ไว้ด้วย
เผื่อเวลามีข้อสงสัยจะได้ติดต่อได้ ส่วนชื่อเราก็สามารถเอาไปเป็นหลักฐานว่าเราสนใจมหาลัยนี้จริงๆ โดยการมาพูดคุยโดยตรงกับ alumni 
พยายามหาข้อมูลหลายๆอย่าง ทั้งชีวิตการเรียน สไตล์ของนักเรียน เมืองเป็นยังไง อากาศ การเดินทาง etc.... 
มันเป็นการบ่งบอกว่าเราสนใจจะไปอยู่/เรียนที่มหาลัยนั้นๆจริงๆ



7) เข้าเวปมหาลัยให้บ่อยเท่าที่คุณเข้า Facebook

ว่างๆไม่มีอะไรทำก็เข้าไปเลยครับ พยายามศึกษาเกี่ยวกับมหาลัยนั้นไว้
เช่นหลักสูตรเค้ามี course อะไรพิเศษกว่าชาวบ้านบ้าง มี workshop เจ๋งๆมั๊ย มีโครงการแลกเปลี่ยนรึเปล่า etc.
ถ้าจะให้เจ๋งเป้งกว่านั้นก็ดูเลยครับว่าเราสนใจคอร์สไหน อาจารย์คนไหนที่ดังๆ
พวกมีจะมีประโยชน์ในการตอบคำถาม "ทำไมคุณถึงสนใจมหาลัย XXX" ซึ่ง 99.9% คุณเจอคำถามนี้เเน่ครับ คอนเฟิร์ม!!



8) หลายใจหน่อย

อันนี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องเเฟนนะครับ ผมหมายถึงเวลาเราสมัครก็ให้สมัครหลายๆมหาลัยหน่อย
MBA topๆ โอกาสเข้าอยู่ราว +/-10 % น้อยนะครับ เอาให้ชัวร์หน่อย สมัครหลายๆที่โลด
การสมัครส่วนใหญ่เค้าจะเเบ่งเป็น 3 รอบ ให้สมัครเฉพาะ round 1 ไม่ก็ 2 เท่านั้นนะครับ
round 3 อย่าสมัครเลย โอกาสน้อยสุดๆครับ หรือถ้าอยากลองก็เอามหาลัยที่เราอยากไปเป็นอันดับท้ายๆอ่ะครับ
แนะนำอีกอย่างครับ สมมุติว่าผมอยากเข้า มหาลัย A กับมหาลัย B แต่ถ้าเลือกได้ผมอยากเข้า A มากที่สุด
เวลาสมัครให้สมัคร B ที่ round 1 ส่วน A ใน round 2
เหตุผลนอกจากเรื่องของเวลาเตรียมตัวที่มีมากกว่าแล้ว เราจะเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากตอนสมัคร round 1 ด้วย
อันเจอมาตรงๆกะตัวเลย ตอนทำ application อันเเรกงงมาก แก้ไปแก้มาจนงง



9) Timeline สำคั๊ญ สำคัญ

เนื่องจากหลายๆคนก็ต้องทำงานไป เตรียม application ไป ไหนจะต้องมาคอยจัดการเรื่อง recommendation letter อีก
เขียน timeline เเปะไว้ที่ข้างฝาเลยครับ ว่าเราจะทำอันไหน ตอนไหน เเละจะเสร็จเมื่อไหร่
ผมเกือบซวยมาเเล้วครับ มันเเต่ทำงานยุ่งๆ เกือบเลยวัน submit application
ทำไว้เเล้วมีประโยชน์มากครับ จะได้เช็กไปในตัวด้วยว่าเรา เร็วหรือช้ากว่ากำหนดยังไง เผื่อต้องมานั้งปั่นโต้รุ่งเเบบผม



10) Goal !!! คัดมาให้ชัดๆ เน้นๆ

ข้อนี้สำคัญสุด และจริงๆควรจะทำเป็นอย่างเเรก
(อ้าวแล้วไมผมมาใส่เป็นข้อสุดท้ายหล่ะเนี้ย (-_-"")
สุดท้ายการไปเรียน MBA ควรจะเป็นการไปเรียนเพื่อทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายทางการงานของเราได้
ถ้าเเค่บอกว่าอยากได้ตำแหน่งสูงๆ เงินเดือนเยอะๆ อันนี้ไม่นับนะครับ
มันต้อง specific กว่านี้ เช่นผมต้องการพัฒนา skill 1, 2, 3 เผื่อมาทำธุรกิจนี้ 
หรือในการที่ผมจะไปถึงตำแหน่งนั้นๆในบริษัท ผมจำเป็นต้องมี skill A,B,C ซึ่งผมยังไม่มีจึงต้องการมาฝึกปรือโดยการมาเรียน MBA
ถ้าคิดในใจว่า ตูทำงานไปวันๆจะรู้ได้ไงฟระว่าสุดท้ายตูจะอยากทำตำแหน่งอะไร? ไม่เป็นไรครับ
อันนี้คือ goal เพื่อการสมัคร ไม่ต้องไปสนหรอกว่าอีกสิบปีเราจะทำอย่างที่เราบอกไว้จริงๆหรือไม่
ให้เลือก goal ที่มันสอดคล้องกับประสบการณ์ที่ผ่านๆมาของเราอ่ะครับ เช่นผมทำการเงินมาเเละอยากจะโตไปเป็น CFO ของบริษัทโน้นนี่ 
หรือผมทำงานอยู่ในอุตสหกรรมโน่น นี้ แล้วผมมองเห็นช่องทางใหม่ แต่ผมยังไม่ขาดความสมามารถบางอย่าง เป็นต้นครับ 


ครบแล้ว 10 ข้อ เย้!! \(^0^)/ นึกไม่ถึงว่าจะทำได้

จริงๆก่อนเขียนผมยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองมีถึง 10 ข้อรึเปล่า

แต่ 10 มันเลขสวยดี เลย จัดไป 10 ข้อ

สุดท้ายก็อยากบอกว่า ณ ตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมเเห้ว หรือว่า ชวด เอ๊ย!ไม่ใช่! เเห้วหรือว่าสมหวัง

(อ้าว แล้วจะเชื่อคำแนะนำมันดีมั๊ยเนี้ย)

อย่างที่บอกไปแต่แรก 10 ข้อนี้ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้สมัครติดแน่นอน ล้าน%

แต่มันคือสิ่งที่ผมอยากให้มีคนมาบอกผม ก่อนที่ผมจะเริ่มสมัครเรียน

หวังว่ามันคงจะมีประโยชน์กับหลายๆคนนะครับ (- /|\ -) สวัสดีครับ

0 comments:

Post a Comment